หยุดเอาแต่ตำหนิคนอื่น หากคุณต้องการเป็นผู้นำที่ดี

การกล่าวโทษผู้อื่นรังแต่จะทำลายความก้าวหน้าและประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ หากคุณต้องการเป็นผู้นำและเจ้าของธุรกิจ จงพร้อมที่จะเข้ามารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำและรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในองค์กร

 

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือผู้นำ คุณมักฝันใหญ่ มากกว่าคิดว่าจะกินอะไรตอนเช้าหรือวันนี้จะทำอะไรดี คุณฝันว่าคุณจะเปลี่ยนชีวิต และสร้างความแตกต่างในโลกใบนี้ได้อย่างไร


“ตำหนิคนอื่น”

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความฝันอันยิ่งใหญ่ของคุณถูกสกัดเพราะคุณเอาแต่ทุ่มเวลากับสิ่งที่ไม่สำคัญในการบริหารจัดการองค์กรด้วยการเอาแต่


การตำหนิ หรือกล่าวโทษคนอื่น เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนเรามักนำมาใช้เวลาทำงาน ความจริงก็คือคนเรามักรู้สึกดีที่จะโทษคนอื่น เพราะเรารู้สึกว่าได้ผลักความเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบอยู่ห่างจากตัวเราเองจากการที่ทำให้ตัวเองหลายเป็นคนที่น่าสงสาร 

แท้จริงแล้วคุณกำลังเสียเวลาเพื่อแก้ไขเรื่องหยุมหยิมและมันส่งผลกระทบต่อการทำงานและการพัฒนาตนเองดังต่อไปนี้

  • ข้อแรก การตำหนิคนอื่นทำให้คุณเก็บตัวเองในอดีตที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่คุณสามารถเปลี่ยนได้เมื่อมันเกิดไปแล้ว ดังนั้นการตำหนิ หรือกล่าวโทษอย่างอื่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทางเดียวที่จะทำให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้คืออยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันคือสิ่งเดียวที่คุณสามารถควบคุมได้ 




  • ข้อสอง เมื่อคุณกล่าวโทษผู้อื่นคุณจะพบว่าตัวเองอยู่ในภาวะหงุดหงิดโกรธและขุ่นเคือง ซึ่งทำให้คุณอยู่ในโหมดพลังงานต่ำ พลังงานคือสิ่งที่เราต้องการเพื่อที่จะรักษากิจกรรมทางร่างกายหรือจิตใจให้คงอยู่และการโทษผู้อื่นจะส่งผลให้เกิดพลังงานต่อต้าน ดังนั้นในขณะที่คุณพยายามหาทางแก้ปัญหา (ซึ่งต้องใช้พลังงาน) คุณกำลังต่อต้านประสิทธิภาพในการทำงานของคุณด้วยพลังงานเชิงลบแห่งการตำหนิและคุณอาจไม่ได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อย่างที่คุณเคยเป็น 

คุณลองจินตนาการว่าคุณเป็นซีอีโอของบริษัท มีเหตุการณ์การที่ระบบของบริษัทโดนแฮ็คและเกิดเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมา แม้ซีอีโอจะไม่ใช่คนที่แฮ็กระบบ แต่ซีอีโอคือคนที่ได ้รับการว่าจ้างให้

การบริหารจัดการองค์กร และ

จัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การบริหารจัดการองค์กร

ต้องมีการวางแผนการสื่อสารการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงต้องทำและหาทางออก เพราะซีอีโอคือผู้ที่ยืดอกรับผิดชอบแม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดโดยตรงของเขาหรือเธอก็ตาม

ลองนึกภาพดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากซีอีโอ เอาแต่ตำหนิและไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบริษัท ผู้นำที่ดีจะมองเห็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ไม่ใช่แค่กับบริษัท แต่ระบบภายในด้วยเช่นกัน ซีอีโอเองควรตั้งคำถามล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น หรือตั้งคำถามเพื่อสืบหาต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น

  • มีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษาความปลอดภัยของบริษัทหรือไม่? 
  • บริษัทมีพนักงานและความรู้ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการเจาะระบบหรือไม่? 
  • คำถามเหล่านี้อาจเป็นคำถามที่ควรถามล่วงหน้าและควรเป็นคำถามที่จะถามต่อไป

ลองถามตัวเองดูว่าคุณเป็นผู้นำที่มองหาทั้งวิธีพัฒนาปรับปรุงบริษัทและระบบภายในหรือคุณเอาแต่ตำหนิผู้อื่นเมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่คุณคิดไว้?





แม้การเผชิญหน้าเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาและและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอาจดูยาก แต่ก็เป็นความคาดหวังต่อผู้นำขององค์กร และเป็นทางที่ทำให้คนในองค์กรให้ความเคารพยกย่องความเป็นผู้นำและกล้าตัดสินใจของคุณ

การเอาแต่ตำหนิจะทำให้ศักยภาพในการทำงานของคุณลดลง เพราคุณไม่ได้ใช้ปัญญาแก้ไขอะไร เพียงแต่ผลักมันซุกไว้ใต้พรมและปัญหาเดิมก็อาจวนเวียนมาซ้ำๆ นอกจากนี้การเอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น หรือปัจจัยแวดล้อมภายนอกจะทำให้คนในองค์กรเบื่อหน่ายและไม่มีใครอยากสนับสนุนคุณ เพราะไม่มีใครที่อยากถูกตำหนิไปเปล่า ๆ โดยที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

ลองคิดให้ดีและเปลี่ยนมารับผิดชอบเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงคุณจะทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่คุณยังจะได้รับความเคารพในระดับที่สูงขึ้นและได้เรียนรู้บทเรียนจาก

การบริหารจัดการองค์กรใน

สถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้คุณเติบโตอย่างแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต



อ้างอิง [

1

]